Ray Dalio ชี้ความเสี่ยง Bitcoin แต่กระแสเงินลงทุนยังไหลไม่หยุด

Ray Dalio มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกมาแสดงทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Bitcoin โดยเขาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ Bitcoin (BTC) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเครือข่ายในระยะยาว ซึ่งเป็นมุมมองที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี มุมมองของ Dalio นั้นสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์บางส่วนในตลาด ซึ่งมองว่าปัจจัยมหภาคและข้อมูล on-chain อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญ โดยมีบทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า ราคา Bitcoin อาจพุ่งแตะ $150,000 ภายในสิ้นปี 2025 ได้
Dalio เผย 2 เหตุผลที่ธนาคารกลางไม่รับ Bitcoin สำรอง
ในโพสต์ล่าสุดผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม Ray Dalio ได้ให้เหตุผลหลักสองประการที่ทำให้เขาเชื่อว่าธนาคารกลางจะไม่นำ Bitcoin มาใช้เป็นสินทรัพย์ทุนสำรอง ประการแรกคือเรื่องของ “ความเป็นส่วนตัว” เนื่องจากธุรกรรมทั้งหมดบนเครือข่าย Bitcoin เป็นแบบสาธารณะ ทำให้ขาดความเป็นส่วนตัวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินงานของสถาบันการเงินระดับประเทศ
ประการที่สองคือ “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโค้ด” Dalio แสดงความกังวลว่าในอนาคต โค้ดพื้นฐานของ Bitcoin อาจถูกเจาะหรือทำลายได้ ซึ่งอาจเกิดจากการควบคุมของรัฐบาลหรือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความกังวลดังกล่าว Dalio เปิดเผยว่าเขายังคงมีการลงทุนใน Bitcoin อยู่ส่วนหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอส่วนตัว แต่เป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก เขายอมรับว่า Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเงินทางเลือกและเป็นสินทรัพย์ที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจ
ด้วยมุมมองที่ว่า Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจนี้เอง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังคงติดตาม การวิเคราะห์แนวโน้มราคา Bitcoin อย่างละเอียด เพื่อประเมินโอกาสในการลงทุน นอกจากนี้ การมองหาทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มศึกษา เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนในปี 2025 สกุลอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย
ความกังวลใหม่! Quantum Computing อาจเจาะโค้ด Bitcoin
มุมมองของ Dalio สอดคล้องกับข้อมูลที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวน (prospectus) ของกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) โดย BlackRock ซึ่งเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึง “Quantum Computing” หรือคอมพิวเตอร์ควอนตัมไว้ในส่วนของปัจจัยความเสี่ยง (risk factors) อย่างชัดเจน
BlackRock อธิบายว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตต่อ Bitcoin เนื่องจากความสามารถทางทฤษฎีในการทำลายรูปแบบการเข้ารหัส (cryptography) ที่ใช้รักษาความปลอดภัยของบล็อกเชน แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีควอนตัมจะยังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ BlackRock เตือนว่าหากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปถึงจุดนั้น อาจทำให้ Bitcoin “มีข้อบกพร่องและไม่มีประสิทธิภาพ”
ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ไม่หวังดีอาจสามารถเข้าควบคุมเครือข่าย Bitcoin หรือขโมยสินทรัพย์ของกองทุนได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมูลค่าของเหรียญ นอกจากนี้ หากความเชื่อมั่นในรหัสต้นฉบับหรือการเข้ารหัสของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยทั่วไปลดลง ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อความต้องการ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน หากมองในภาพระยะสั้นถึงกลาง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันกลับดูแข็งแกร่งสวนทางกับความกังวลระยะยาวดังกล่าว โดยล่าสุดมีรายงานว่า Bitcoin ETF มีเงินทุนไหลเข้ามหาศาลในสัปดาห์เดียว ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการในตลาดที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
แรงไม่แผ่ว! Pepenode ผงาดบน Ethereum ด้วยระบบขุด-เผา-แจกจริง
Pepenode เหรียญ ERC-20 บน Ethereum ระดมทุนพรีเซลล์ได้ถึง 1.6 ล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิด “MINE-TO-EARN” ที่ให้รางวัลตั้งแต่ก่อนเปิดตัวเหรียญ (TGE) ผู้ใช้งานสามารถเริ่ม “ขุด-อัปเกรด-เผาโทเค็น” ผ่านระบบ Virtual Mining และ Staking พร้อมรับโบนัสแบบเรียลไทม์

จุดเด่นคือระบบเผาโทเค็นมากถึง 70% เพื่อสร้างความขาดแคลน ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงจูงใจผ่าน Node เสมือนที่อัปเกรดได้ ช่วยเพิ่ม Hashpower และผลตอบแทนแบบ Gamified นักลงทุนกลุ่มแรกจะได้ Node ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า พร้อมระบบป้องกันบอทเพื่อความเป็นธรรม
ด้วย APY ที่น่าสนใจ ระบบ Leaderboard และการไม่มีรอบ VC ทำให้ Pepenode ดึงดูดนักลงทุนทั่วไปได้อย่างเท่าเทียม ผสานจังหวะกระแสเหรียญมีมและ Altcoin ที่กำลังคึกคัก จึงมีโอกาสเติบโตในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
หากคุณสนใจ Pepenode เราขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกได้จาก บทวิเคราะห์/รีวิว Pepenode หรือศึกษาวิธีซื้อ Pepenode ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
พบสรุปสำคัญใน เว็บไซต์ทางการของ Pepenode และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชุมชนใน X และ ช่อง Telegram