Ethereum ยอดใช้งานทุบสถิติใหม่! ธุรกรรมพุ่งแตะ 2.1 ล้าน/วัน แต่ค่าแก็สกลับถูกสุดในรอบหลายปี

เครือข่าย Ethereum กลับมาคึกคักแบบเห็นได้ชัด หลังจำนวนธุรกรรมรายวันพุ่งทำ “นิวไฮ” รอบใหม่ สวนทางกับค่า Gas Fee ที่ลดลงแรงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
ข้อมูล On-chain ล่าสุดสะท้อนว่า Ethereum เริ่มมีความเสถียรและรองรับการใช้งานจริงได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในอีกมุม Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ก็ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงระยะยาวที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากโปรโตคอลซับซ้อนเกินจำเป็น
วิเคราะห์สาเหตุ Ethereum (ETH) ยอดใช้ทำนิวไฮ แต่ค่าแก็สกลับถูกลง
ข้อมูลจาก Block Explorer ระบุว่า ปริมาณธุรกรรมรายวันของ Ethereum พุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิมในช่วงตลาดกระทิงปี 2021 ไปแล้ว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยธุรกรรมรายวันเพิ่มขึ้นราว 14% จาก 1.8 ล้านรายการ เป็นประมาณ 2.1 ล้านรายการต่อวัน
ประเด็นที่ทำให้ตลาดจับตาคือ “ใช้งานเยอะขึ้น แต่ค่าธรรมเนียมถูกลง” ซึ่งสวนทางกับภาพจำในอดีตอย่างชัดเจน
Dosh ผู้บริหารจาก Blockscout มองว่านี่คือผลลัพธ์ของแนวทาง Modular Scaling ของ Ethereum โดยเฉพาะการอัปเกรด EIP-4844 ที่ช่วยให้เครือข่าย Layer-2 ส่งข้อมูลจำนวนมากกลับไปยัง Mainnet ได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้แรงกดดันต่อค่าแก็สเบาลงทันที
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือกิจกรรมการโอนและชำระเงินผ่าน Stablecoin ซึ่งเป็น “ยูสเคสใช้งานจริง” ที่กำลังโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลระบุว่า Tether (USDT) มีปริมาณการใช้งานมากกว่า Circle (USDC) ถึงราว 2 เท่า
Dosh อธิบายว่า เมื่อราคา Gas ยังอยู่ในระดับต่ำ กิจกรรมกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้ม “ยั่งยืน” มากกว่าเดิม และสอดคล้องกับเทรนด์การนำระบบชำระเงินแบบกระแสหลักเข้ามาอยู่บน Ethereum มากขึ้นเรื่อยๆ
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า Ethereum กำลังถูกใช้งานในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรอย่างเดียวเหมือนบางรอบที่ผ่านมา
จับตาสัญญาณความเชื่อมั่น: Validator ไม่แห่ถอน ETH และคำเตือนจาก Vitalik
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ Exit Queue ของ Validator ลดลงเหลือ “ศูนย์” หมายความว่า ณ ตอนนี้แทบไม่มี Validator ต่อคิวถอนเหรียญออกจากระบบ Proof-of-Stake เลย
ขณะเดียวกัน ฝั่ง Enter Queue กลับมี ETH รอเข้า Staking สูงถึงประมาณ 2.6 ล้าน ETH ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 และปัจจุบันมี ETH ถูกนำไป Stake แล้วราว 30% ของอุปทานทั้งหมด
Dosh มองว่า “ไม่มีคิวถอน” คือภาพสะท้อนความสมดุลระหว่างต้นทุนการดำเนินงานกับผลตอบแทนจากการ Staking ซึ่งตีความได้ว่าเครือข่ายอยู่ในโหมดเสถียร และผู้ถือเหรียญยังมีความเชื่อมั่นสูง
สัญญาณเชิงบวกนี้ยังสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ล่าสุดที่ชี้ว่า ราคา Ethereum เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และอาจกำลังสร้างโครงสร้างราคาที่กลับมาเป็นฝั่งกระทิงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดี Vitalik Buterin ออกมาแสดงความกังวลผ่าน X (Twitter) ถึงประเด็น “Protocol Bloat” หรือการที่โปรโตคอลเริ่มมีความซับซ้อนมากเกินไป เพราะพยายามเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
Dosh มองว่ามุมนี้เป็น “ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล” เพราะต่อให้ตอนนี้ยังไม่กระทบประสิทธิภาพ แต่ถ้าโปรโตคอลโตแบบไร้การควบคุม อาจทำให้การดูแลรักษาและพัฒนาในระยะยาวยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การทำให้ระบบ “เรียบง่ายพอ” ควบคู่กับการ Scale จึงเป็นโจทย์สำคัญ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของ Ethereum ในอนาคต โดยหากอยากเจาะลึกภาพระยะยาว สามารถอ่านต่อได้ในบท วิเคราะห์แนวโน้มราคา Ethereum ปี 2026 – 2030
LiquidChain ($LIQUID): Layer-3 ที่อาจมาเปลี่ยนเกม DeFi
ในช่วงที่ Ethereum เร่งเครื่องเรื่องการสเกลผ่าน Layer-2 ตลาดก็เริ่มหันไปจับตาโปรเจกต์รุ่นใหม่อย่าง LiquidChain ซึ่งถูกวางตำแหน่งเป็น Layer-3 ที่ต้องการแก้ปัญหาใหญ่ของวงการ นั่นคือ “สภาพคล่องกระจัดกระจาย” ระหว่าง Bitcoin, Ethereum และ Solana

LiquidChain ชูแนวคิดรวมสภาพคล่องจากหลายเชนไว้ในที่เดียว โดยไม่ต้องพึ่งพา bridge แบบเดิมที่มีความเสี่ยงสูง แต่ใช้ระบบ cross-chain proof และ state verification เพื่อให้ dApps เข้าถึงสินทรัพย์ข้ามเชนได้อย่างปลอดภัย ผ่าน execution layer เดียวที่เน้นความเร็ว
อีกจุดที่ทำให้ $LIQUID ดูต่างจากโปรเจกต์กระแสทั่วไป คือถูกออกแบบให้เป็นแกนกลางของระบบ ทั้งใช้เป็นค่าแก๊ส, staking และ governance ทำให้มูลค่าโทเค็นผูกกับการใช้งานจริงของเครือข่ายโดยตรง ซึ่งแตกต่างจาก Meme coin ที่มักขับเคลื่อนด้วยกระแสและการเก็งกำไรเป็นหลัก
หากต้องการข้อมูลจำเป็นเกี่ยวกับ Liquidchain สามารถดู บทวิเคราะห์ Liquidchain หรือศึกษาวิธีซื้อ Liquidchain ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทางการของ Liquidchain หรือที่ X และ ช่อง Telegram
ซื้อโทเคน Liquidchain