สุดจึ้ง! บริษัทขุด Bitcoin “TeraWulf” รายได้โต 87% แม้การขุดลดลง

TeraWulf บริษัทเหมืองขุด Bitcoin สร้างความประทับใจให้นักลงทุนด้วยการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมพุ่งขึ้นถึง 87% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับ 50.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นแม้ว่าบริษัทจะขุด Bitcoin ได้น้อยลง แต่ได้แรงหนุนสำคัญจากราคา BTC ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและการขยายธุรกิจเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังมาแรง
วิเคราะห์รายได้ Q3 โตสวนทางปริมาณการขุด Bitcoin
ในรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา TeraWulf ระบุว่ามีรายได้รวม 50.6 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่มาจาก “รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล” ที่ 43.4 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงถึงการเติบโตถึง 87% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวทางกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
แม้ว่าในไตรมาสนี้บริษัทจะขุดได้เพียง 377 BTC ซึ่งลดลงจาก 555 BTC ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ TeraWulf ก็สามารถชดเชยส่วนต่างนี้ได้ด้วยราคาเฉลี่ยของ BTC ที่พุ่งสูงถึง 114,390 ดอลลาร์ เทียบกับ 61,023 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปี 2024
ทางบริษัทกล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของรายได้หลักๆ มาจากราคาเฉลี่ยของ BTC ที่สูงขึ้น” ควบคู่ไปกับการขยายกำลังการขุดและรายได้จากการให้เช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจ AI ที่เพิ่งเริ่มต้น
เดิมพันครั้งใหม่! TeraWulf รุกตลาด AI และ HPC เต็มกำลัง
หลังเหตุการณ์ Bitcoin Halving ในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งทำให้รางวัลจากการขุดลดลงครึ่งหนึ่ง บริษัทนักขุดหลายแห่งรวมถึง TeraWulf ได้เริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อกระจายแหล่งรายได้ โดยหันมาจับธุรกิจ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและ ‘ให้กำไรที่มั่นคงกว่า’
Paul Prager ซึ่งเป็น CEO ของ TeraWulf ย้ำว่าบริษัท “มุ่งมั่นกับการดำเนินงานตามแผนพร้อมกับขับเคลื่อนการเติบโตในเฟสต่อไปสำหรับปี 2027 และปีต่อๆ ไป” โดยได้ขยายความร่วมมือกับ Google และ Fluidstack ที่ศูนย์ข้อมูล Lake Mariner ในนิวยอร์ก
และเพื่อสนับสนุนการขยายตัวครั้งใหญ่นี้ TeraWulf ได้ประกาศเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม และได้เซ็นสัญญาเช่าระยะยาว 10 ปี จำนวน 3 ฉบับกับ Fluidstack เพื่อให้บริการโฮสติ้งโครงสร้างพื้นฐาน AI คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์
ภาพรวมอุตสาหกรรมขุด Bitcoin เผชิญแรงกดดันและปรับตัว
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการขุด BTC กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากความสามารถในการทำกำไร หรือที่เรียกว่า ‘hash price‘ ได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน อยู่ที่ประมาณ 42 ดอลลาร์ต่อ PH/s ซึ่งใกล้เคียงกับจุดคุ้มทุนและอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยได้
สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น, ราคาเหรียญที่ผันผวน และรางวัลบล็อกที่ลดลงหลัง Halving
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักขุดรายใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องเร่งปรับตัวสู่ธุรกิจ AI อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างเช่น Cipher Mining ที่เพิ่งปิดดีลมูลค่า 5.5 พันล้านดอลลาร์กับ Amazon Web Services (AWS) และ IREN ที่เซ็นสัญญามูลค่า 9.7 พันล้านดอลลาร์กับ Microsoft เพื่อให้บริการ AI บน GPU
การปรับตัวครั้งนี้อาจส่งผลต่อนักลงทุน ซึ่งอาจต้องพิจารณาบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจแบบผสมผสานมากขึ้น
ทิศทางหุ้น WULF และอนาคตนักขุดในยุค AI ครองเมือง
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งส่งผลให้หุ้นของ TeraWulf (WULF) ปรับตัวสูงขึ้นถึง 6% แตะระดับ 14.85 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ 14.30 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.49% ในวันเดียวกัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์ใหม่ของบริษัท
ความสำเร็จของ TeraWulf ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหมืองคริปโต โดยสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจหลักคือการขุด Bitcoin และการรุกเข้าสู่ตลาด AI และ HPC ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โมเดลธุรกิจแบบไฮบริดนี้อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตของบริษัทนักขุดในอนาคต ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของพวกเขาจากแค่ผู้ขุด ไปสู่การเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในวงกว้าง